[short story] โลกใบใหม่

posted on 18 Mar 2012 17:29 by lukmooh in ShortStory
เรื่องนี้เขียนไว้ 2-3 ปีที่แล้ว ชื่อเรื่องก็ไม่ได้ได้ตั้งไว้ มีแค่วันที่ที่แต่ง พอจัดคอมพ์เพิ่งเจอ ก็เลยเอามาโพสท์ให้อ่านกันเล่นๆค่ะ 
ตอนนั้นคิดอะไรอยู่ถึงแต่งเรื่องนี้ก็จำไม่ได้แล้ว แต่อ่านแล้วรู้สึกได้อารมณ์คล้ายๆเพลง 'โลกใบใหม่' ของ 25 hours ก็เลยยืมชื่อมาตั้งซะเลย - -'
เพ้อๆหน่อยนะคะ แต่หวังว่าจะชอบกัน
 
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
 

“นี่แน่ๆๆๆ!!!!” ผมตะโกนเสียงดังอย่างไม่กลัวว่าแม่ที่นอนอยู่ในห้องนอนด้านบนจะตื่นขึ้นมา สองมือที่จับจอยสติ๊กอยู่กดรัวไม่ยั้ง ในขณะที่สายตาก็จับจ้องภาพโพลิกอนในหน้าจอทีวีเขม็ง

 

เด็กต่างจังหวัดที่วันๆเอาแต่วิ่งเล่นปีนต้นไม้ว่ายน้ำ มีหรือจะสู้เด็กเมืองกรุงที่เพียรพยายามฝึกฝีมือนับแรมปีได้ ตัวละครฝั่งเต้ยถูกโจมตีจนหลอดพลังหมดเกลี้ยงในที่สุด

 

“โว้ย!! แพ้อีกแล้ว” เต้ยโยนจอยอย่างหงุดหงิดพลางทิ้งตัวลงบนหมอนใบใหญ่ที่พวกเราแอบลากออกจากห้องนอนผมมาวางแหมะอยู่หน้าทีวีห้องนั่งเล่น

 

“กดมั่วขนาดนั้นชนะก็แปลกล่ะ” ผมตอบอย่างกระหยิ่มยิ้มย่องพลางคว้าน้ำหวานแก้วใหญ่ขึ้นดูด ยังไม่ทันชื่นใจก็ถูกมือเล็กคว้าแย่งไปซะก่อน

 

“ไม่เห็นสนุกเลย เกมบ้าบออะไร แขนขาเราก็ไม่ได้ด้วนซักหน่อย ทำไมต้องมานั่งสู้กันผ่านเครื่องเกมส์ด้วยเล่า! แน่จริงก็มาต่อยกันตัวตัวเลยเด้!”

 

แพ้แล้วพาลชัดๆ ทีเมื่อกี้ผมยังเห็นเต้ยมองจอทีวีตาไม่กระพริบอยู่เลย จะบอกว่าไม่สนุกได้ยังไง

 

“อีกอย่างนะ ทำไมต้องมาขลุกอยู่แต่ในบ้านประจำ ข้างนอกมีอะไรให้เล่นตั้งเยอะแยะ ออกไปวิ่งกับเราดีกว่าน่า” เต้ยกระโดดผลุงก่อนจะจับแขนผมกระชากให้ลุกขึ้นยืน

 

“ไม่เอาล่ะ ขืนแม่ตื่นขึ้นมาไม่เจอเราละโดนด่าหูดับ อีกอย่าง ถึงเวลาซ้อมเปียโนแล้วด้วย”

 

หน้าตาบูดเบ้กับแก้มป่องงอนของเต้ยทำให้ผมอยากจะหัวเราะออกมาดังๆชะมัด แต่ก็ต้องกลั้นเอาไว้ก่อน ไม่อย่างนั้นคงโดนเจ้าตัวดีกระโจนใส่อีกแน่นอน

 

“ซ้อมเปียโนๆๆๆๆ! ทำไมชีวิตนายมันน่าเบื่อขนาดนี้เนี่ย!” เออ ไม่ต้องย้ำหรอกน่า ทำไมจะไม่รู้ว่ามันน่าเบื่อ แต่จะทำยังไงได้ อีกไม่นานก็จะสอบแล้ว ขืนสอบตกละก็...ไม่อยากคิดถึงผลที่จะตามมาเลย

 

แต่ผมก็ได้แต่คิดในใจ เดินไปทางเปียโนด้วยอารมณ์เนือยๆ หยิบสมุดโน้ตออกกางก่อนจะนั่งตั้งสมาธิอยู่พักหนึ่ง

 

ระหว่างที่ผมพรมนิ้วมือลงบนคีย์เกิดเป็นเสียงเพลงจังหวะอ้อยอิ่ง ปลายสายตาก็ยังเห็นเต้ยเท้าคางมองอยู่ข้างๆ แก้มใสๆก็ยังคงไม่หายพองดี

 

ท่าทางเต้ยคงจะเบื่อเพลงช้าๆ...ผมคิดพลางนึกถึงเพลงฝึกนิ้วที่เคยเล่นเมื่อปีก่อน ก่อนจะเริ่มบรรเลงเป็นทำนองสนุกสนานเอาใจเจ้าเพื่อนตัวน้อย

 

เพลงเร็วๆก็ทำให้ตัวผมเองรู้สึกสะใจในอารมณ์ดีเหมือนกัน

 

เมื่อเพลงจบผมก็หันกลับไปมองหน้าเต้ย หวังว่าจะได้เห็นแววตาพราวระยับเพลิดเพลินบ้าง แต่ผิดคาด เต้ยยังคงเบ้ปากแก้มป่องอยู่เหมือนเดิม

 

“ไม่ชอบเหรอ?”

 

เต้ยลดตัวลงนั่งข้างผม เบียดจนผมต้องกระเถิบไปนั่งริมๆเก้าอี้แทน มือเล็กๆพลิกหนังสือโน้ตดนตรีอย่างซุกซน “ฟังไม่เห็นรู้เรื่อง”

 

“ฮื้อ! อุตส่าห์เล่นให้สนุกๆแล้วเชียวนะ”

 

“นี่…”

 

“อะไร?”

 

“ไอ้ถั่วงอกพวกนี้มันอ่านออกมาเป็นเสียงได้ด้วยเหรอ?” ผมมองตามนิ้วเล็กที่ชี้ไล่ไปตามตัวโน้ตที่เรียงเป็นตับบนบันทัดห้าเส้น

 

“เค้าเรียกว่าตัวโน้ต ไม่ใช่ถั่วงอก สนใจมั้ยล่ะ จะสอนอ่าน…นี่ โน้ตตัวนี้อ่านว่าโด กดตรงนี้ เสียงเป็นอย่างนี้” ผมกดตัวโดประกอบการบรรยาย แต่แทนที่เจ้าเต้ยจะสนใจฟัง กลับทำหูทวนลมกลับไปเปิดหน้ากระดาษไปมาแทน

 

“ไม่เห็นสนุก”

 

เอาใจยากซะจริง

 

“แล้วต้องทำไงถึงจะสนุกล่ะ เอางี้ อยากฟังเพลงไหนล่ะ จะเล่นให้ฟังก็ได้”

 

เต้ยหันมามองด้วยนัยน์ตาพราว “เล่นเพลงดรากอนบอลได้รึเปล่า”

 

ผมเกาคอแกรกๆ ไม่น่าถามมันเลยวุ้ย “ไม่มีโน้ตน่ะ เอาเพลงที่อยู่ในหนังสือนี่ไม่ได้เหรอ”

 

เต้ยสะบัดหน้าเชอะ “เพลงในนี้ไม่เห็นรู้จักซักเพลง” แล้วเจ้าตัวเล็กก็เหมือนจะนึกเรื่องสนุกๆออก ถึงได้ฉีกยิ้มปากถึงหูพลางพูดอย่างตื่นเต้น “มีวิธีเล่นน่าสนุกกว่านี้อีกนะ!!”

 

“อะไรล่ะ?” ผมถามอย่างสนใจ แต่ก็ต้องชะงักกึกเมื่อเต้ยคว้าหนังสือโน้ตไปวางบนตักตัวเอง จับกระดาษแผ่นหนึ่งไว้แน่น แล้วออกแรงกระชาก

 

แคว่ก!

 

ช้าเกินไปที่จะห้าม หน้ากระดาษสวยงามเมื่อครู่ถูกฉีกแยกออกจากเล่มจนได้

 

“เฮ้ย!!” นั่นมันโน้ตเพลงที่จะใช้สอบเชียวนะ! ถ้าแม่รู้เข้าล่ะก็ ไม่วายโดนด่าอีกแหงๆ ผมเอื้อมมือจะคว้าแผ่นกระดาษ เจ้าเด็กบ้าก็รู้ทันกระโดดผลุงหนีไปไกล

 

จนเมื่อไหร่ไม่รู้ที่ผมได้แต่อ้าปากหวอมองตามโน้ตเพลงที่ถูกพับเป็นเครื่องบินร่อนออกหน้าต่างไปตกอยู่ข้างๆสระน้ำนอกบ้าน

 

ผมหันกลับไปมองเจ้าตัวดีอย่างฉุนๆ

 

“เต้ย! โน้ตเพลงไม่ใช่เศษกระดาษนะ! เราต้องเอากลับไปให้อาจารย์สอนอีก เต้ยเอาไปร่อนเล่นอย่างนี้แล้วหลังจากนี้เราจะใช้อะไรเรียน!” ผมว่าพลางดึงใบหูเล็กๆจนแดงแจ๋ เต้ยหลับตาปี๋ร้องซีดซ้าดล้อเลียอย่างไม่ค่อยจะสำนึกสักเท่าไหร่

 

“เหอะน่า! เราไปเก็บกลับมาก็พอแล้วใช่มั้ยล่ะ?” ว่าจบไม่พูดพร่ำทำเพลง เต้ยก็คว้าแขนผมพาปีนข้ามกรอบหน้าต่างออกไปนอกตัวบ้าน พวกเราวิ่งไปยังริมสระน้ำทั้งๆที่ยังไม่ได้ใส่รองเท้า ผมเพิ่งรู้ถึงสัมผัสนุ่มชื้นของพื้นหญ้าในวันนี้เอง ทุกย่างก้าวที่เท้าเหยียบลงไป ให้ความรู้สึกสบายอย่างบอกไม่ถูกจริงๆ

 

เราวิ่งมาจนสุดทาง ด้านหน้าเป็นผืนน้ำไม่กว้างนัก แต่ก็สามารถกลั้นพวกเราออกจากโน้ตที่ถูกพับเป็นเครื่องบินเอาไว้ได้

 

“ร่อนยังไงให้มันไปตกอยู่ฝั่งนั้น!!” ผมเข่นเขี้ยวพลางเขกหัวเต้ยดังโป้กจนเจ้าตัวดีน้ำตาเล็ดคลำหัวป้อยๆ

 

“โธ่เอ๊ย!! เป็นบ้าอะไรเนี่ย เรื่องแค่นี้ก็ต้องเขกหัวกันด้วย!” เต้ยไม่วายเถียงกลับ

 

“เรื่องแค่นี้เนี่ยนะ!?” แต่ครั้งนี้ผมก็ไม่ยอมเหมือนกัน

 

“ใช่! เรื่องแค่นี้!” เต้ยกอดอกเชิดหน้าราวกับจะยืนยันว่า ‘เรื่องแค่นี้’ จริงๆ

 

ผมก็ไม่ยอมแพ้ กอดอกยักคิ้วกระดิกเท้าแปะๆ รอดูว่ามันจะทำยังไงกับเรื่องแค่นี้ของมัน แล้วก็แทบจะหันหน้าหนีไม่ทัน เมื่อเต้ยลงมือถอดเสื้อถอดกางเกงตัวเองออกอย่างรวดเร็ว เหลือไว้แค่กางเกงในเก่าๆตัวเดียว แค่นั้นยังไม่พอ เจ้าตัวดียังบังอาจจับกางเกงของผมแล้วกระชากลงจนหลุดคาอยู่ที่ก้นอีกต่างหาก

 

“ไอ้เต้ย! ทำบ้าไรเนี่ย!!!” ผมคว้าขอบกางเกงยื้อแย่งกับมันเป็นพัลวัน

 

“ก็จะว่ายข้ามฟาก ใส่เสื้อไปก็เปียกหมดน่ะซี่ แค่นี้ทำโง่ไปได้” น่าน...โดนเด็กด่าอีกต่างหาก

 

“ว่ายข้ามฟาก?”

 

“แม่น! ไม่ว่ายข้ามฟากไป จะไปเอาไอ้โน้ตแน้ตนั่นได้ยังไง”

 

“แต่ว่า...” แม่เคยสั่งเอาไว้ว่าห้ามลงน้ำไปเล่น ขืนแม่มาเห็นล่ะก็ ผมต้องโดนขังอยู่ในบ้านจนกว่าจะเปิดเทอมแน่นอน

 

“ไม่มีแต่หรอก กระดาษนั่นเป็นของนาย นายก็ต้องเป็นคนว่ายไปเอา”

 

“แต่นายเป็นคนร่อนมันไป”

 

“เพราะงั้นเราเลยจะว่ายไปเป็นเพื่อนไง” ดูมันจะไม่มีซักเศษเสี้ยวของคำว่าสำนึกเลย

 

ผมถอนหายใจอย่างปลงๆ เอาเหอะนะ ลงไปว่ายน้ำแม่ก็ด่า แต่ไม่มีโน้ตแม่ก็ด่าเหมือนกัน ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ลองเล่นตามเจ้าตัวเล็กดูก็ดีเหมือนกัน

 

แล้วเต้ยก็ปฏิบัติการถอดเสื้อผ้าของผมได้สำเร็จ ผมค่อยๆแหย่ปลายเท้าลงกับพื้นน้ำในขณะที่เต้ยกระโดดลงน้ำดังตูมก่อนจะดำหายไป

 

แหย่ขาลงไปได้ครึ่งแข้งก็เริ่มรู้สึกว่า น้ำเย็นๆนี่มันให้ความรู้สึกดีตัดกับอากาศร้อนๆของหน้าร้อนซะจริงๆ ถ้าได้ว่ายเล่นทั้งวันคงสนุกใช่ย่อย คิดเพลินๆไปได้ไม่เท่าไหร่ก็ต้องร้องเหวอออกมาดังลั่น เมื่อขาของผมโดนมือเล็กๆที่มาจากไหนไม่รู้ ฉุดอย่างแรงจนเสียหลังลื่นไถลลงไปในสระน้ำทั้งตัว

 

ผมจมลงไปใต้น้ำจนต้องหลับตาปี๋ สองมือก่ายไปมารอบตัวอย่างตกใจ เมื่อคว้าร่างผอมเล็กไว้ได้ก็กอดไว้แน่นราวกับเป็นหลักยึด เจ้าหลักจำเป็นก็ไม่ยอมอยู่นิ่งๆซักที คอยแต่จะผลักผมออกไปอยู่เรื่อย ทำให้ผมต้องออกแรงคว้าหมับไว้มากกว่าเดิม

 

จนหัวของพวกเราโผล่พ้นน้ำมาได้ จึงค่อยได้ยินเสียงของเต้ยตะโกนกรอกหูอยู่ปาวๆ

 

“ปล่อยได้แล้ว กอดอยู่ได้ หายใจไม่ออกโว้ย!!!”

 

ผมจึงค่อยได้สติ ยอมปล่อยมันออกจากอ้อมแขน แล้วก็เพิ่งได้สังเกตว่า สระน้ำนี้มันลึกแค่ระดับหัวของผมเท่านั้นเอง แต่ตีขาเบาๆก็พยุงตัวไม่ให้จมได้แล้ว

 

“เฮ้อ…ก็นายนั่นแหละ อยู่ๆก็มาฉุดกันอย่างนี้มันก็ต้องตกใจอยู่แล้ว” ว่าแล้วผมก็พุ้ยน้ำว่าไปทางอีกฟากของสระน้ำ แต่ดันติดมือเล็กๆที่คว้าขาเอาไว้ก่อน

 

“จะไปไหน?”

 

“ก็ไปเอาโน้ตเพลง จะได้กลับบ้านซะที”

 

คราวนี้เต้ยเบ้ปากพองลม ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าขัดใจ แต่เรื่องอะไรผมไม่รู้

 

“จะรีบกลับบ้านทำไม อุตส่าห์ลงน้ำเย็นๆแล้วก็มาเล่นกันก่อนซี่”

 

“แต่...” ไม่ทันได้แย้ง น้ำเย็นๆก็สาดเข้าเต็มหน้าจนต้องหลับตาปี๋ พอลืมตาขึ้นมาได้ก็เห็นภาพเจ้าตัวดีชี้หน้าหัวเราะก๊ากหลุดโลก อย่างนี้ผมจะยอมได้ยังไง!

 

พวกเราเล่นน้ำกันอย่างลืมเวลา  จนรู้สึกว่าแขนล้าแล้วนั่นแหละ ถึงค่อยยอมตะกายคลานขึ้นตลิ่ง นอนหงายมองท้องฟ้าคู่กันอยู่อย่างนั้น

 

“สนุกดีมั้ยล่ะ” เต้ยถามทั้งๆที่ยังหอบ แต่ถึงจะหอบ ก็ยังอุตส่าห์หัวเราะเจือมาด้วย

 

ผมก็หอบแดดไม่แพ้มัน แต่ก็ตอบไปตามที่ใจคิด “สนุก...แฮ่ก...ไม่เคยเล่นอะไรสนุกอย่างนี้มาก่อน”

 

เต้ยพลิกตัว นอนคร่อมผมเอาไว้ ยันน้ำหนักลงกับมือและเท้าของมัน “เห็นมั้ยล่ะ สนุกจะตาย”

 

“สนุกจนตายน่ะดิ...กลับไปตอนนี้ แม่ด่าตายล่ะ”

 

เต้ยทำหน้าเซ็ง “เฮ้อ! ก็ไม่ได้ต่อต้านว่าเป็นเด็กดีหรอกนะ แต่รู้เปล่า คนเรามันต้องมีการรีแล็กซ์บ้าง อย่างเช่น...”

 

ริมฝีปากที่เอาแต่พูดฉับๆอยู่นั่นประทับลงบนปากของผม วูบไหว ไม่นานก็ถอนออกไป “อย่างงี้ไง”

 

ผมปิดปากตัวเองไว้ “ทำไรวะ!?”

 

เต้ยกระโดดเหยงหนีตีนผม หัวเราะร่า “ฮ่าๆๆ ไง ตกใจดีใช่เปล่าล่ะ...”

 

เราวิ่งไล่กัน จนผมวิ่งเกือบจะทันมัน อีกแค่นิดเดียว ก็เลยกระโจนใส่ทั้งตัวซะเลย พวกเรากลิ้งหลุนๆไปตามพื้นทราย เปรอะเปื้อนคราบโคลนทั้งตัว แต่ก็...สนุกเป็นบ้า!

 

จวบจนร่างกายพวกเราหยุดกลิ้ง คราวนี้กลายเป็นผมเอง ที่นอนคร่อมมันอยู่

 

เต้ยช้อนตาขึ้นสบกับตาผม มันยิ้มมุมปากหน่อยๆ แล้วก็พูดเสียงเบาแทบไม่ต่างกับกระซิบ “ที่เจอกันวันนี้...อาจจะเป็นเรื่องบังเอิญ...ก็แค่ผ่านมาแล้วเห็นหน้าเครียดซะอย่างนั้น...อยากจะให้ทำอะไรนอกกรอบซะบ้าง”

 

ระหว่างที่ผมยังงง ปะติดปะต่อไม่ถูก มันก็ดันบ่าผมให้ลุกขึ้น มันลุกยืนบ้าง บิดขี้เกียจ ก่อนจะเดินมาตบแก้มผมเบาๆ “ก่อนจะเจอกันครั้งหน้าคงอีกนาน หัดไปคิดนอกกรอบซะหน่อยนะ ไม่งั้นเซ็งแย่”

 

...ทำไมอีกนานล่ะ...

 

ก็เต้ยก็มาเล่นที่บ้านนี้เรื่อยๆนี่นา...จริงน่ะ? ก็ผมเพิ่งจะมาอยู่ที่นี่ได้อาทิตย์เดียวเองนี่นา...

 

...แล้ว...วันนี้ก็เพิ่งได้เจอกันวันแรกนี่?...

 

...เต้ยเป็นใคร...ก็เด็กข้างบ้านนี้ไง...แต่บ้านนี้เป็นบ้านเดี่ยว มีคลองล้อมรอบ ไม่ใช่เหรอ?

 

แสงสว่างสีขาวจ้า แสบตาจนต้องหลับลง โลกหมุนวนจนวิงเวียน ในหูเกิดเสียงแหลมอื้ออึง...แล้วทุกอย่างก็ดับไป

 

++++++++++++++++++++++++++

 

 

 

เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกที ก็ต้องแปลกใจกับภาพของตัวโน้ตเรียงรายบนบรรทัดห้าเส้น ผมก้มลงมองด้านล่างก็พบว่าตัวเองกำลังว่าสิบนิ้วอยู่บนแป้นเปียโน ผมละมือออกจากแป้น หยิบหนังสือโน้ตเปิดพลิกหน้าพลิกหลังก็ไม่พบว่ามันจะมีรอยฉีกอะไรอยู่เลย

 

“ตั้ม ทำอะไรอยู่ลูก รถจะออกแล้วนะ”

 

เสียงของแม่ดังมาจากทางหน้าบ้าน ผมก็ยังคงนั่งงงอยู่อย่างนั้น จนแม่ต้องเป็นฝ่ายเดินเข้ามาหาเอง

 

“เป็นอะไรไปล่ะจ๊ะ จะกลับกันอยู่แล้วยังมานั่งเล่นเปียโนอยู่อีก”

 

“เอ่อ...”

 

“จริงสิ!” แม่ทำหน้าแบบเพิ่งนึกเรื่องสำคัญได้ “แม่นึกชื่อน้องออกแล้วนะ...ชื่อเต้ยไง”

 

…เต้ย...

 

“เป็นอะไรรึเปล่า ทำไมเงียบๆไป?” มือบอบบางเย็นสบายตัดกับอากาศร้อนอบอ้าววางนาบลงบนหน้าผากของผม

 

...เต้ย...เคยได้ยินชื่อนี้ที่ไหนนะ?...

 

ผมส่ายหัวปัดความคิดแปลกๆทิ้งไป

 

“ไม่มีอะไรฮะ แม่ เดี๋ยวตั้มเก็บของเสร็จแล้วจะตามออกไป”

 

แม่ยังคงมองผมอย่างสงสัย ผมจึงพยักหน้ายืนยันว่าไม่มีอะไรจริงๆ พลางลุกขึ้นปิดฝาเปียโนพร้อมกับจัดผ้าคลุมกำมะหยี่ให้เรียบร้อย

 

“งั้นแม่รอที่รถนะ” ผมพยักหน้าให้

 

ห้องเงียบลงอีกครั้ง ผมมองออกนอกหน้าต่าง เห็นสระน้ำหลังบ้านแล้วรู้สึกเย็นอย่างบอกไม่ถูก

 

แล้วผมก็ทำในสิ่งที่ตัวเองไม่เข้าใจ ผมเปิดหนังสือโน้ต ฉีกกระดาษออกมาหนึ่งแผ่น พับเป็นรูปจรวดก่อนจะร่อนมันออกไปทางหน้าต่าง กระดาษสีขาวเนื้อดีปลิวร่อนไปตามแรงลม จนลับสายตา

 

ผมปิดหน้าต่าง รูดผ้าม่านจนในห้องนั่งเล่นอึมครึม

 

ก่อนจะเดินจากไปตามเสียงเรียกของแม่

 

++++++++++++++++++++++++++

 

สักวันเราคงได้วิ่งเล่นด้วยกัน

 

 

END

Comment

Comment:

Tweet

#2 By (182.52.129.136|182.52.129.136) on 2014-11-27 18:38

ว้าว...แค่ว้าว

#1 By JANTAKAAAAAN on 2012-04-28 21:17